เจมี่ วาร์ดี้ เกิดเมื่อวันที่ 11 มกราคม 1987 ที่เมืองเชฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษ ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองหน้า ของทีมเลสเตอร์ ซิตี้ วาร์ดี้ เขาเกิดมาในครอบครัวที่ไม่ร่ำรวย และต้องดิ้นรนตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งในวัยเด็กเขาไม่ได้วิ่งเล่นสนุกสนานตามประสาเด็กในวัยเดียวกัน แต่เขากลับทำงานหารายได้เพื่อช่วยครอบครัว ด้วยการเข้าไปเป็นพนักงานในโรงงานทำขาเทียม แต่เพราะเขาทำงานในโรงงานแห่งนี้เอง ที่ทำให้เขาค้นพบความชื่นชอบบางอย่างในตัวของเขา นั่นก็คือ การเล่นฟุตบอลนั่นเอง วาร์ดี้ เริ่มมีความหลงใหลในฟุตบอลหลังจากที่เขาได้เล่นฟุตบอลกับเพื่อนร่วมงานของเขา

ในปี 2002 เมื่อเขามีอายุ 15 ปี วาร์ดี้ ได้ตัดสินใจเข้าร่วมในทีมเยาวชนของสโมสรเชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ ทีมฟุตบอลในบ้านเกิดของเขา และหลังจากนั้นเพียง 1 ปี เขาก็ผู้ปล่อยตัวออกจากทีม ในปี 2003 เขาย้ายไปเล่นในกับทีม สต็อคบริดจ์ ปาร์ค สตีลส์ ทีมฟุตบอลในลีกต่ำสุดของอังกฤษ

ในปี 2007 เมื่อเขามีอายุ 20 ปี วาร์ดี้ ก็ได้เข้ามาอยู่ในทีมชุดใหญ่ของ สต็อคบริดจ์ ปาร์ค สตีลส์ แต่เนื่องจากเขาได้รับค่าเหนื่อยเพียงสัปดาห์ละ 30 ปอนด์ ทำให้เขาต้องกลับไปทำงานในโรงงานทำขาเทียมและเล่นฟุตบอลไปด้วย

วาร์ดี้ เล่นฟุตบอลด้วยความทุ่มเท ตั้งใจ และมีความมุ่งมั่น เนื่องจากมีเป้าหมายในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพที่ชัดเจน ทำให้เขามีฟอร์มการเล่นที่โดดเด่น มีความเป็นผู้นำ และมีระเบียบวินัยในการฝึกซ้อมเป็นอย่างมาก ทำให้ฝีเท้าของเขาพัฒนาไปไกลเกินกว่าที่จะอยู่ในลีกนี้ต่อไป ในปี 2010 วาร์ดี้ ย้ายไปร่วมทีม ฮัลลิแฟ็กซ์ ทาวน์ ทีมในดิวิชั่น 7 ในขณะนั้น และเขาก็สามารถพาทีมคว้าแชมป์ และเลื่อนไปเล่นในดิวิชั่น 6 ได้สำเร็จ

ในปี 2011 วาร์ดี้ ได้ย้ายไปร่วมทีมกับสโมสร ฟลีตวูด ทาวน์ ทีมในดิวิชั่น 5 และมันก็เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของเขา เมื่อในปี 2012 สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ทีมในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ในตอนนั้น สนใจดึงตัวเขาเข้าไปร่วมทีม ด้วยค่าตัว 1 ล้านปอนด์ และเขากลายเป็นนักเตะนอกลีกอาชีพที่ค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ และจากความสำเร็จของเขาในตอนนั้น ทำให้เขาเกือบที่จะถึงจุดจบของการเป็นนักฟุตบอลไปแล้ว เนื่องจากเขารู้สึกตื่นเต้นกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของเขา วาร์ดี้เริ่มเฉลิมฉลองอย่างหนัก ใช้ชีวิตขาดระเบียบวินัย จนเกือบที่จะเสียคน จนเขากลับมาคิดได้ภายหลังจากที่ได้พูดคุยกับ  คุณอัยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา รองประธานสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ ในตอนนั้น และทำให้เขากลับตัวกลับใจ หันมาตั้งใจฝึกซ้อมและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาฝีเท้าของตัวเองต่อไป

ในฤดูกาล 2012-2013 เขาพาทีมจบอยู่ที่อันดับ 6 ของตารางแชมเปี้ยนชิพ และได้ไปเล่นในรอบเพลย์ออฟ เพื่อขึ้นไปเล่นในพรีเมียร์ลีก แต่สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถทำได้โดยแพ้ให้กับวัตฟอร์ด  และในฤดูกาล 2013-2014 พวกเขาก็ทำมันสำเร็จสามารถคว้าแชมป์แชมเปี้ยนชิพ และได้รับสิทธิ์ขึ้นไปเล่นในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ

ฤดูกาล 2014-2015 ซึ่งเป็นฤดูกาลแรกในพรีเมียร์ลีก วาร์ดี้ ต้องพบกับรูปแบบการเล่นที่ดุเดือด ทำให้เขารับมือได้อย่างยากลำบาก และเขาสามารถยิงประตูได้ไปเพียง 5 ประตู จากการลงสนามไป 34 นัด และพาทีมจบอยู่ที่อันดับ 14 ของตารางรอดพ้นจากการตกชั้นไปได้

ฤดูกาล 2015-2016 วาร์ดี้พาทีมเลสเตอร์ ซิตี้ สร้างความประหลาดใจไปทั่วโลก เมื่อทีมที่หนีการตกชั้นกลับสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก มาครองได้สำเร็จ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร และวาร์ดี้ ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เลสเตอร์ ซิตี้ประสบความสำเร็จ ด้วยการทำประตูไปทั้งสิ้น 24 ประตู นอกจากนี้เขาสามารถคว้าตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนั้นมาครอง

หลังจากในฤดูกาลนั้นที่เรียกว่าเป็นความสำเร็จสูงสุดของวาร์ดี้ และสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ พวกเขาก็ยังไม่ประสบความสำเร็จอีก แต่เขาก็ยังทำผลงานได้ดีมาอย่างต่อเนื่อง และยังคงทำผลงานอยู่ในกลุ่มระดับบนของพรีเมียร์ลีกมาได้ในทุกฤดูกาล และวาร์ดี้ ก็ยังคงสร้างผลงานอันยอดเยี่ยมให้กับทีมต้นสังกัดของเขาได้อย่างต่อเนื่อง และในฤดูกาล 2019-2020 วาร์ดี้ ก็ยังสามารถคว้ารางวัลดาวซัลโวสูงสุดของพรีเมียร์ลีกมาให้อีกครั้ง ด้วยการทำประตู 23 ประตู

สำหรับผลงานในทีมชาติ วาร์ดี้ เป็นนักเตะไม่ได้เริ่มเล่นให้กับทีมชาติตั้งแต่ในชุดเยาวชน โดยเขาถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ในปี 2015 ในวัย 28 ปี โดยเกมนัดแรกที่เขามีโอกาสลงสนามคือ เกมนัดกระชับมิตร ที่พบกับ ไอร์แลนด์ และหลังจากนั้น วาร์ดี้ ก็มีชื่อติดอยู่ในทีมชาติอังกฤษเรื่อยมา ตั้งแต่ ศึกยูโร 2016 ,ศึกฟุตบอลโลก 2018 แต่หลังจากจบ ฟุตบอลโลก 2018 วาร์ดี้ในวัย 31 ปี ก็ตัดสินใจเลิกเล่นให้กับทีมชาติอย่างเป็นทางการ ในเดือนสิงหาคม 2018 โดยเขาให้เหตุผลของการตัดสินใจครั้งนี้ว่า เขาต้องการที่จะให้โอกาสนักเตะดาวรุ่งได้เข้ามาเล่นในทีมชาติบ้าง และส่วนตัวของเขานั้นต้องการที่จะตั้งใจเล่นให้กับทีมต้นสังกัดของเขาอย่างจริงจัง และเขายังต้องการมีเวลาให้กับครอบครัวของเขามากขึ้นอีกด้วย โดยวาร์ดี้ ลงสนามให้กับทีมชาติอังกฤษไปทั้งสิ้น 26 นัด ทำประตูไป 7 ประตู 2 แอสซิสต์ข